วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

KM : ประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยนางสุชาดา อินทรสมบูรณ์

๑.       ชื่อความรู้       "ประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

๒.       เจ้าของความรู้           นางสุชาดา   อินทรสมบูรณ์   
          ตำแหน่ง         นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
          สถานที่ติดต่อ/สังกัด  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์        
๓       ส่วนนำ(ความเป็นมา ความสำคัญ)
          จากความล้มเหลวของการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน นำมาซึ่งหนี้สินของครัวเรือน บทเรียนในอดีตทำให้คนในชุมชนท้องถิ่นหันหน้ามาคุยกันถึงความผิดพลาด และได้เริ่มมองเห็นถึง "ต้นทุน" ที่พวกเขามี ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางสังคม วัฒนธรรม ต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงพลังความคิดของแต่ละคนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี ซึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "ศักยภาพของชุมชน"
         
ในวันแห่งการจัดเวทีจุดประกาย สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ จึงร่วมใจกันแสดงออกถึงความพร้อมในการนำศักยภาพที่พวกเขามีมาใช้เป็นจุดตั้งต้น

         
โดยมีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน เป็นพลัง ประชารัฐ   ที่จะร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผนนำเงินจากรัฐบาล ไปใช้จ่ายในการพัฒนา สร้างประโยชน์ระยะยาวให้ชุมชน ก่อเกิดเป็นความเข้มแข็ง ความสุขที่มั่นคง ยั่งยืนสู่ลูกหลาน สู่หมู่บ้าน ชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย 
          จากที่ ครม.เห็นชอบโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยอนุมัติงบประมาณ 35,000 ล้านบาทผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองลงไปยัง 79,556 กองทุนฯทั่วประเทศ โดยให้หมู่บ้านละไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งผ่านกองทุน โดยให้ประชาชนเสนอโครงการเข้ามา โดยรัฐบาลยืนยันจะทำทุกอย่าง ด้วยความโปร่งใส สิ่งสำคัญในวันนี้ คือกระบวนการสร้างความเข้าใจต่อประชาชน 
        ในส่วนของกรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยกลยุทธ์การส่งเสริมการผลิตให้ได้มาตรฐานและส่งเสริมการบริหารผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชารัฐสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยคำนึงถึงพลังของประชาชนที่จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจชุมชนด้วยตัวเอง และหัวใจสำคัญคือรวมกลุ่ม ร่วมคิด ร่วมสร้าง แต่เมื่อติดขัดปัญหาทั้งความรู้และเงินทุน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ใกล้ชิดในระดับหมู่บ้านช่วยหนุนเสริม ทำให้เห็นว่าพลังของประชาชนที่จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจชุมชนด้วยตัวเอง
          บทบาทหน้าที่ของพัฒนากรในการส่งเสริม สนับสนุนหมู่บ้านในการพัฒนาแล้วนั้น                   มีความคิดที่ว่า หมู่บ้านมีโอกาสแต่จะทำอย่างไรที่จะให้โอกาสของหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านของเขาเองมีอาชีพสร้างและรายได้ที่ยั่งยืน จึงได้มีการประชาคมเพื่อค้นหาปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาของหมู่บ้านหนองโพธิ์ทอง หมู่ที่ 14 ตำบลพนมรอก อำเภอท่าตะโก                  จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้น
๔.       ส่วนขยาย (กระบวนการ/วิธีการ/เทคนิค/ข้อพึงระวังที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน)
          4.1 ศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ประชารัฐและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้าใจ
          4.2 จัดเตรียมข้อมูลให้พร้อมเพื่อแนะนำและเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้นำชุมชน
          4.3 ประสานผู้นำชุมชน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชก อบต.และกรรมการที่เกี่ยวข้อง
        4.4 ร่วมประชาคมหมู่บ้าน ค้นหาความต้องการและแนวทางการแก้ไขปัญหา
        4.5 กระตุ้นให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นและความต้องการผ่านเวทีประชาคม
        4.6 ใช้มติเสียงข้างมากในการพิจารณา
        4.7 แนะนำการเขียนโครงการของหมู่บ้าน
        ข้อพึงระวัง ในฐานะที่เป็นพัฒนากร ต้องไม่ออกเสียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถ้ามีข้อโต้แย้ง ควรหาแนวทางที่เป็นเหตุเป็นผลมาจากกฎระเบียบของหมู่บ้านหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
๕.       บทสรุป (ผลการแก้ปัญหา/พัฒนาเรื่องนั้นเป็นอย่างไร/ปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร)
5.1 หมู่บ้านได้รับงบประมาณยุทธศาสตร์ "ประชารัฐ" จัดทำโครงการสร้างอาชีพ                 สร้างรายได้โดยได้รับงบประมาณจากประชารัฐและนำมาต่อยอดเศรษฐกิจของหมู่บ้าน คือโครงการ อัดก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐาน     ตู้เติมเงินโทรศัพท์ และโรงเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน
5.2 ประชาชนมีรายได้จากค่าจ้างจากการอัดก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐาน
5.3 หมู่บ้านมีรายได้จากการเติมเงินผ่านตู้เติมเงิน
5.4 หมู่บ้านมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ
5.5 ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้เสริม (เศรษฐกิจชุมชนดี)

          หมู่บ้านมีความภูมิใจในการบริหารจัดการโครงการจากงบประมาณยุทธศาสตร์ "ประชารัฐ" 
***บทบาทหน้าที่ที่ต้องทำในช่วงนี้คือการให้กำลังใจให้ความรู้แก่กลุ่มเพื่อเป็นบันไดในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนสู่อนาคต
          ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
          1.ความมุ่งมั่นชัดเจนในเป้าหมาย
          หากมีความตั้งใจ ความทุ่มเทก็จะเกิดตามไปด้วย ความเพียรพยายาม
          2.พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ
          จงหมั่นหาความรู้และเพิ่มทักษะด้านต่างๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าจากข้อมูล ข่าวสาร วิทยาการใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมเราอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคนทำงานที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีการเรียนรู้และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา คิดค้นหาโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการพัฒนาตัวเอง ความสำเร็จในหน้าที่การงานจึงไม่หยุดนิ่งตามไปด้วย
          3.ความคิดสร้างสรรค์ คือกุญแจอีกดอกหนึ่งสู่ความสำเร็จ
          ความแปลกใหม่ หรือความหลากหลายต่อรูปแบบการทำงานทำให้หัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานประทับใจและจดจำคุณได้เป็นอย่างดี การไม่ยึดติดรูปแบบ การคิดบวกและแสวงหาช่องทางและโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานส่งผลให้เกิดการพัฒนางานที่หลากหลายตามไปด้วย
          4.ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน
          การสื่อสารทั้งการพูด การแสดงออก และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแต่ละระดับจะมีผลต่อความสำเร็จของงานที่ทำทั้งสิ้น การสื่อสารสองทางอย่างชัดเจน เป็นมิตร มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และคิดบวก คือเคล็ดลับของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
          5.ทักษะการแก้ปัญหาและตัดสินใจ
          เป็นทักษะเฉพาะตัวที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน ความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นคงทางอารมณ์ ความเชื่อมั่นในข้อมูลและองค์ความรู้ในการทำงาน การคิดค้นและสร้างสรรค์งาน รวมไปถึงทักษะการสร้างการมีส่วนร่วมของทีมงานส่งผลต่อการตัดสินใจและการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผล และชัดเจนตรงประเด็น
          6.การบริหารเวลา

          ทักษะการบริหารเวลาคืออัจฉริยภาพของคนๆ นั้น เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ซื่อสัตย์และเที่ยงตรงที่สุดต่อมนุษย์ทุกคนไม่เลือกชนชั้นวรรณะ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น