๑. ชื่อความรู้ "ประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
๒. เจ้าของความรู้ นางสุชาดา อินทรสมบูรณ์
ตำแหน่ง นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ
สถานที่ติดต่อ/สังกัด สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าตะโก
จังหวัดนครสวรรค์
๓ ส่วนนำ(ความเป็นมา ความสำคัญ)
จากความล้มเหลวของการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน
นำมาซึ่งหนี้สินของครัวเรือน บทเรียนในอดีตทำให้คนในชุมชนท้องถิ่นหันหน้ามาคุยกันถึงความผิดพลาด
และได้เริ่มมองเห็นถึง "ต้นทุน" ที่พวกเขามี
ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางสังคม
วัฒนธรรม ต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
รวมถึงพลังความคิดของแต่ละคนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี
ซึ่งเราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า "ศักยภาพของชุมชน"
ในวันแห่งการจัดเวทีจุดประกาย “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ จึงร่วมใจกันแสดงออกถึงความพร้อมในการนำศักยภาพที่พวกเขามีมาใช้เป็นจุดตั้งต้น
โดยมีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน เป็นพลัง “ประชารัฐ” ที่จะร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผนนำเงินจากรัฐบาล ไปใช้จ่ายในการพัฒนา สร้างประโยชน์ระยะยาวให้ชุมชน ก่อเกิดเป็นความเข้มแข็ง ความสุขที่มั่นคง ยั่งยืนสู่ลูกหลาน สู่หมู่บ้าน ชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย
ในวันแห่งการจัดเวทีจุดประกาย “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ จึงร่วมใจกันแสดงออกถึงความพร้อมในการนำศักยภาพที่พวกเขามีมาใช้เป็นจุดตั้งต้น
โดยมีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน เป็นพลัง “ประชารัฐ” ที่จะร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผนนำเงินจากรัฐบาล ไปใช้จ่ายในการพัฒนา สร้างประโยชน์ระยะยาวให้ชุมชน ก่อเกิดเป็นความเข้มแข็ง ความสุขที่มั่นคง ยั่งยืนสู่ลูกหลาน สู่หมู่บ้าน ชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย
จากที่ ครม.เห็นชอบโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ
โดยอนุมัติงบประมาณ 35,000 ล้านบาทผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองลงไปยัง
79,556 กองทุนฯทั่วประเทศ โดยให้หมู่บ้านละไม่เกิน 500,000
บาท เพื่อสร้างความเข้มแข็งผ่านกองทุน
โดยให้ประชาชนเสนอโครงการเข้ามา โดยรัฐบาลยืนยันจะทำทุกอย่าง ด้วยความโปร่งใส
สิ่งสำคัญในวันนี้ คือกระบวนการสร้างความเข้าใจต่อประชาชน
ในส่วนของกรมการพัฒนาชุมชน
ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งด้วยกลยุทธ์การส่งเสริมการผลิตให้ได้มาตรฐานและส่งเสริมการบริหารผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และเพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชารัฐสร้างเศรษฐกิจฐานราก
โดยคำนึงถึงพลังของประชาชนที่จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจชุมชนด้วยตัวเอง และหัวใจสำคัญคือรวมกลุ่ม
ร่วมคิด ร่วมสร้าง แต่เมื่อติดขัดปัญหาทั้งความรู้และเงินทุน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่อยู่ใกล้ชิดในระดับหมู่บ้านช่วยหนุนเสริม ทำให้เห็นว่าพลังของประชาชนที่จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจชุมชนด้วยตัวเอง
บทบาทหน้าที่ของพัฒนากรในการส่งเสริม
สนับสนุนหมู่บ้านในการพัฒนาแล้วนั้น มีความคิดที่ว่า
หมู่บ้านมีโอกาสแต่จะทำอย่างไรที่จะให้โอกาสของหมู่บ้าน ทำให้ประชาชนในหมู่บ้านของเขาเองมีอาชีพสร้างและรายได้ที่ยั่งยืน
จึงได้มีการประชาคมเพื่อค้นหาปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาของหมู่บ้านหนองโพธิ์ทอง
หมู่ที่ 14 ตำบลพนมรอก อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้น
๔. ส่วนขยาย
(กระบวนการ/วิธีการ/เทคนิค/ข้อพึงระวังที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน)
4.1 ศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน
ประชารัฐและเศรษฐกิจฐานรากให้เข้าใจ
4.2 จัดเตรียมข้อมูลให้พร้อมเพื่อแนะนำและเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้นำชุมชน
4.3
ประสานผู้นำชุมชน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชก
อบต.และกรรมการที่เกี่ยวข้อง
4.4 ร่วมประชาคมหมู่บ้าน
ค้นหาความต้องการและแนวทางการแก้ไขปัญหา
4.5
กระตุ้นให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นและความต้องการผ่านเวทีประชาคม
4.6 ใช้มติเสียงข้างมากในการพิจารณา
4.7 แนะนำการเขียนโครงการของหมู่บ้าน
ข้อพึงระวัง ในฐานะที่เป็นพัฒนากร
ต้องไม่ออกเสียงเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถ้ามีข้อโต้แย้ง ควรหาแนวทางที่เป็นเหตุเป็นผลมาจากกฎระเบียบของหมู่บ้านหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง
๕. บทสรุป
(ผลการแก้ปัญหา/พัฒนาเรื่องนั้นเป็นอย่างไร/ปัจจัยแห่งความสำเร็จคืออะไร)
5.1 หมู่บ้านได้รับงบประมาณยุทธศาสตร์
"ประชารัฐ" จัดทำโครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้โดยได้รับงบประมาณจากประชารัฐและนำมาต่อยอดเศรษฐกิจของหมู่บ้าน
คือโครงการ อัดก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐาน ตู้เติมเงินโทรศัพท์ และโรงเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน
5.2
ประชาชนมีรายได้จากค่าจ้างจากการอัดก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฐาน
5.3
หมู่บ้านมีรายได้จากการเติมเงินผ่านตู้เติมเงิน
5.4 หมู่บ้านมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการ
5.5 ประชาชนมีอาชีพ
มีรายได้เสริม (เศรษฐกิจชุมชนดี)
หมู่บ้านมีความภูมิใจในการบริหารจัดการโครงการจากงบประมาณยุทธศาสตร์
"ประชารัฐ"
***บทบาทหน้าที่ที่ต้องทำในช่วงนี้คือการให้กำลังใจให้ความรู้แก่กลุ่มเพื่อเป็นบันไดในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนสู่อนาคต
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
1.ความมุ่งมั่นชัดเจนในเป้าหมาย
หากมีความตั้งใจ
ความทุ่มเทก็จะเกิดตามไปด้วย ความเพียรพยายาม
2.พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ
จงหมั่นหาความรู้และเพิ่มทักษะด้านต่างๆ
ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าจากข้อมูล ข่าวสาร วิทยาการใหม่ๆ
ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่สังคมเราอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นคนทำงานที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีการเรียนรู้และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
คิดค้นหาโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการพัฒนาตัวเอง
ความสำเร็จในหน้าที่การงานจึงไม่หยุดนิ่งตามไปด้วย
3.ความคิดสร้างสรรค์
คือกุญแจอีกดอกหนึ่งสู่ความสำเร็จ
ความแปลกใหม่
หรือความหลากหลายต่อรูปแบบการทำงานทำให้หัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานประทับใจและจดจำคุณได้เป็นอย่างดี
การไม่ยึดติดรูปแบบ การคิดบวกและแสวงหาช่องทางและโอกาสใหม่ๆ
ในการทำงานส่งผลให้เกิดการพัฒนางานที่หลากหลายตามไปด้วย
4.ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน
การสื่อสารทั้งการพูด
การแสดงออก
และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแต่ละระดับจะมีผลต่อความสำเร็จของงานที่ทำทั้งสิ้น
การสื่อสารสองทางอย่างชัดเจน เป็นมิตร มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส
และคิดบวก คือเคล็ดลับของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
5.ทักษะการแก้ปัญหาและตัดสินใจ
เป็นทักษะเฉพาะตัวที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน
ความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นคงทางอารมณ์
ความเชื่อมั่นในข้อมูลและองค์ความรู้ในการทำงาน การคิดค้นและสร้างสรรค์งาน
รวมไปถึงทักษะการสร้างการมีส่วนร่วมของทีมงานส่งผลต่อการตัดสินใจและการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผล
และชัดเจนตรงประเด็น
6.การบริหารเวลา
ทักษะการบริหารเวลาคืออัจฉริยภาพของคนๆ
นั้น
เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ซื่อสัตย์และเที่ยงตรงที่สุดต่อมนุษย์ทุกคนไม่เลือกชนชั้นวรรณะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น